ปีแห่งการตบหน้าหัน! ประมวลข่าวเด็ดวงการบันเทิง 2022

ร่วมส่งท้ายปี 2022 ด้วยประมวลข่าวเด็ดดังแห่งวงการบันเทิงจากสำนักข่าวนานาชาติเอพี

มกราคม

มกราคมเป็นเดือนของการประกาศรางวัลลูกโลกทองคำ หรือ โกลเดน โกล้บส์ (Golden Globes) ที่ในปีนี้ไม่มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ไม่มีการเดินพรมแดง ไม่มีพิธีกรหรือแม้แต่ผู้สื่อข่าวเข้าร่วมงาน หลังจากที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศฮอลลีวู้ด เจ้าภาพจัดงานถูกวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้ว่าเป็นสมาคมที่ไม่มีความแตกต่างหลากหลายในกลุ่มสมาชิกที่เป็นผู้ตัดสินรางวัลดังกล่าว
นักแสดง ผู้กำกับ พร้อมทั้งนักเคลื่อนไหวผิวสี ซิดนีย์ ปอยเตียร์ (Sidney Poitier) จบชีวิตในวัย 94 ปี

 

กุมภาพันธ์

หลังจากที่เป็นอิสระจากภาวะการมีผู้พิทักษ์ดูแลทรัพย์สินพร้อมทั้งการดำเนินชีวิต หรือ Conservatorship แล้ว อดีตนักร้องชื่อดัง บริทนีย์ สเปียร์ ได้รับเงิน 15 ล้านดอลลาร์ จากการเซ็นสัญญาเขียนหนังสือบันทึกความทรงจำให้กับสำนักพิมพ์ใหญ่ของสหรัฐฯ แต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีข่าวอะไรเกี่ยวกับหนังสือดังกล่าว
นักร้องชื่อดัง รีฮานนา ตั้งครรภ์
ทอม เบรดี้ นักกีฬาอเมริกันฟุตบอลชื่อดัง ยอดควอเตอร์แบคแห่งทีม แทมป้า เบย์ บัคคาเนียร์สประกาศว่าจะเกษียณจากวงการคนชนคน (แต่โปรดติดตามข่าวต่อไปอย่างใกล้ชิด)

 

มีนาคม

ภาพยนตร์เรื่อง CODA ที่นักแสดงเกือบทั้งหมดเป็นคนหูหนวก คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ พร้อมทั้งส่งผลให้ ทรอย คอตเซอร์ (Troy Kotsur) กลายเป็นนักแสดงหูหนวกชายคนแรกที่ได้รับรางวัลการแสดงบนเวทีออสการ์
ถ้าหากว่า เหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮามากที่สุด คือการที่ นักแสดงชาย วิล สมิธ ที่คว้ารางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมในคืนนั้น ก้าวอาด ๆ ขึ้นไปตบหน้าพิธีกร คริส ร็อค หลังจากที่ นักแสดงตลกผิวสีแซวพร้อมทั้งจิกกัด ภรรยาของเขา เจดา พิงเกตต์ สมิธ เรื่องที่เธอต้องโกนผมด้วยโรคประจำตัว
ส่วน ทอม เบรดี้ หวนคืนสนามเอ็นเอฟแอล หลังลาวงการได้ 40 วัน

เมษายน

นักร้อง นักแต่งเพลง พร้อมทั้งนักดนตรี จอน บาทีส (Jon Batiste) คว้า 5 รางวัลแกรมมี่ ก่อนที่ในปีนี้ บาทีสจะได้ไปแสดงดนตรีในงานเลี้ยงรับรองของรัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่จัดขึ้นต้อนรับประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาคร็อง
ในขณะที่ อภิมหาเศรษฐี อิลอน มัสก์ ก็ได้เริ่มกระบวนการซื้อทวิตเตอร์ โซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ ที่ยังทำให้เกิดดราม่าไม่หยุดหย่อนมาจนถึงปลายปี

 

พฤษภาคม

ในงาน Met Gala แฟชั่นกาล่าสุดยิ่งใหญ่แห่งปีที่ คิม คาดาเชียน ที่ควงแฟนหนุ่ม พีท เดวิดสัน แต่งตัวมาในชุดเซ็กซี่รัดรูป ชุดเดียวกับที่่ มาริลีน มอนโร เคยสวมใส่ตอนที่เธอร้องเพลง Happy Birthday อวยพรวันเกิดให้กับประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ในปี 1962
ในขณะที่ภาพยนตร์ Top Gun: Maverick ภาคต่อของภาพยนตร์แอคชั่น Top Gun สร้างสถิติเป็นภาพยนตร์ของ ทอม ครูซ ที่เปิดตัวได้สูงที่สุดในสหรัฐฯ พร้อมทั้งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของครูซ ที่ทำเงินทะลุ 100 ล้านดอลลาร์ในสุดสัปดาห์ที่เปิดตัว
ส่วน แฮร์รี่ สไตลส์ เปิดตัวอัลบัมใหม่ “Harry’s House”

มิถุนายน

วงเค ป๊อบชื่อดังของเกาหลีใต้ BTS ช็อคแฟนเพลงด้วยการประกาศว่าจะหยุดทำเพลงชั่วคราว เพื่อให้สมาชิกวงแต่ละคนมีเวลาไปทำโปรเจคต์เดี่ยวของตัวเอง
หลังจากที่มาสาวไส้พร้อมทั้งสาดโคลนใส่กันนานถึง 6 สัปดาห์ คณะลูกขุนศาลชั้นต้นในรัฐเวอร์จิเนีย ตัดสินให้ จอห์นนี เดปป์ เป็นฝ่ายชนะในคดีหมิ่นประมาท ที่ฟ้องร้อง แอมเบอร์ เฮิร์ด ฐานสร้างความเสื่อมเสียแก่ตัวเขา ด้วยการเขียนบทความ กล่าวหาว่ามีการใช้ความรุนแรงกับอดีตภรรยา แม้จะไม่มีการระบุชื่ออย่างเฉพาะเจาะจง ลงในหนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตัน โพสต์ เมื่อปี 2018

 

กรกฎาคม

สุดยอดของลมพัดหวน เมื่อ คู่รัก “เบนนิเฟอร์” เข้าพิธีวิวาห์กันอย่างเรียบง่ายในเมืองลาส เวกัส หลังจากที่ทั้งคู่เคยถอนหมั้นมาก่อนในปี 2002 เจนนิเฟอร์ โลเปซ เผยถึงการแต่งงานผ่านช่องทาง Newsletter On the JLO
ส่วน บียอนเซ่ ออกอัลบั้มเดี่ยว Renaissance ซึ่งเป็นการออกอัลบั้มครั้งแรกในรอบ 6 ปี ทดสอบความอดทนของแฟนเพลงกันสุด ๆ

สิงหาคม

“เบนนิเฟอร์” จัดงานแต่งงานอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่หรูหรากว่าเดิมในรัฐจอร์เจีย
ทั่วโลกร่วมรำลึกถึง เจ้าหญิงไดอานา ได้โอกาสครบรอบ 25 ปีของการสิ้นพระชนม์ ในขณะที่เน็ตฟลิกซ์เผยแพร่ซีซั่นใหม่ของซีรีย์ชื่อดังเกี่ยวกับราชวงศ์อังกฤษ The Crown
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน ในเดือนกันยายน สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งราชวงศ์อังกฤษ สวรรคตด้วยพระชนมายุ 96 พรรษา โดยทรงเป็นกษัตริยาที่ทรงครองราชย์นานที่สุดของอังกฤษที่เพิ่งทรงเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี ในพระราชบัลลังก์ไปเมื่อต้นปีนี้

 

กันยายน

ภาพยนตร์เรื่อง Don’t Worry Darling ของผู้กำกับพร้อมทั้งนักแสดงหญิง โอลิเวีย ไวลด์ ได้รับการพรีเมียร์เปิดฉายเป็นครั้งแรกในเทศกาล เวนิส อินเตอร์แนชันแนล ฟิล์ม เฟสติวัล ซึ่งภาพยนตร์ดังกล่าวเต็มไปด้วยข่าวดราม่าจากในกองถ่าย พร้อมทั้งเรื่องรักเลิกของดาราพร้อมทั้งผู้กำกับ

ตุลาคม

แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาดัง อาดิดาส ตัดสัมพันธ์กับ เย หรือ คานเย เวสต์ หลังจากที่แร็ปเปอร์ชื่อดัง แสดงความคิดเห็นเหยียดพร้อมทั้งต่อต้านชาวยิวอยู่บ่อยครั้งจนเป็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
เทย์เลอร์ สวิฟท์ เปิดตัวอัลบั้มใหม่ Midnights ที่กลายเป็นอัลบั้มที่ได้รับยอดการฟังสูงที่สุดในเวลาเพียงหนึ่งวัน ทางบริการสตรีมมิ่งชื่อดังอย่าง Spotify เธอยังกลายเป็นศิลปินคนแรกที่เพลงของเธอ 10 เพลงครองตำแหน่ง 10 เพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุดบน Billboard Hot 100 chart
ทอม เบรดี้ ประกาศแยกทางกับอดีตนางแบบดัง จีเซลล์ บุนด์เชน

พฤศจิกายน

แฟนเพลงนับล้านคนแห่ซื้อตั๋วคอนเสิร์ต Eras Tour ของเทย์เลอร์ สวิฟท์ ที่เปิดขายก่อนการจำหน่ายอย่างเป็นทางการ จนทำให้เว็บไซต์ ticketmaster ล่ม พร้อมทั้งต้องประกาศยกเลิกการขายตั๋วรอบทั่วไป เพราะไม่มีตั๋วเพียงพอ ทำให้อัยการรัฐหลายรัฐประกาศว่าจะมีการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว

 

ธันวาคม

เน็ตฟลิกซ์ เปิดตัวซีรีย์สารคดี “แฮร์รีพร้อมทั้งเมแกน” โดยเสนอเรื่องของราวของเจ้าชายแฮร์รีพร้อมทั้งเมแกน พระชายา ความขัดแย้งกับราชวงศ์อังกฤษ สื่อแทบลอยด์อังกฤษ พร้อมทั้งการเหยียดเชื้อชาติจากสังคมที่ทั้งสองพระองค์ต้องเผชิญ
ภาพยนตร์เรื่อง Avatar The Way of Water ของผู้กำกับเจมส์ คาเมรอน ได้ฤกษ์ออกฉาย หลังจากที่ภาคแรกเมื่อ 13 ปีก่อน สร้างสถิติบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลก
ส่วน วิลล์ สมิธ ออกมาโปรโมทภาพยนตร์เรื่องใหม่ Emancipation พร้อมทั้งหวังว่าผู้ชมจะลืมไปว่าครั้งหนึ่ง เขาเคยขึ้นเวทีออสการ์ไปตบหน้าพิธีกร คริส ร็อค

 

‘ลูกบอลไทม์สแควร์’ พร้อมปฏิบัติหน้าที่สำคัญรับปีใหม่

แผ่นคริสตัลเกือบ 200 ชิ้น ได้รับการประกอบติดลูกบอลคริสตัล ณ จัตุรัสไทม์แสควร์ ในมหานครนิวยอร์ก เมื่อกลางสัปดาห์ พร้อมสำหรับการนับถอยหลัง 60 วินาทีเข้าสู่ศักราชใหม่ ในค่ำคืนวันเสาร์นี้ ตามรายงานของรอยเตอร์

นับตั้งแต่ปี 1999 การเปลี่ยนแผ่นคริสตัล 2,688 แผ่น เพื่อประกอบเป็นลูกบอลคริสตัล ได้รับการออกแบบโดยผู้ผลิตคริสตัลชื่อดัง Waterford ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ พร้อมทั้งทุกปีจะมีธีมของการก้าวสู่ปีใหม่ที่ปรับเปลี่ยนไป

โดยในปีนี้มาในธีม Gift of Love ของขวัญแห่งความรัก ซึ่งเป็นรูปของหัวใจที่ร้อยเรียงกันเป็นวงกลม ซึ่งบริษัทออกแบบพบว่า “เราต้องการสิ่งนี้หลังจากโรคระบาดผ่านพ้นไป เราได้ผ่านพ้นสองปีอันโหดร้าย พร้อมทั้งออกมาสู่อีกด้านหนึ่งของวิกฤตนี้ พร้อมทั้งเราผ่านพ้นมาในช่วงเวลาที่ดีขึ้นกว่าเดิน เรารายล้อมตัวเราด้วยความรัก พร้อมทั้งเรามีทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว”

ปีนี้จะเป็นปีแรกหลังไวรัสโคโรน่าคลี่คลาย ที่จะไม่มีมาตรการควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรน่า-19 มาบังคับใช้กับผู้ที่ต้องการจะฝ่าอากาศหนาวเย็นพร้อมทั้งฝูงชนแน่นขนัด เพื่อมานับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ ที่ไทม์สแควร์ พร้อมทั้งชมการปล่อยลูกบอลคริสตัลนี้ในช่วงเที่ยงคืน

ที่มา: รอยเตอร์

5 เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เปลี่ยนโลกในปี 2022

ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามามีบทบาทพร้อมทั้งพัฒนาขึ้น วีโอเอรวบรวม 5 เทคโนโลยี AI ที่น่าสนใจในปี 2022 นี้มาฝากกัน

วุ้นแปลภาษาแบบเรียลไทม์

เมตา แพลตฟอร์มส บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก เปิดเผยว่าได้พัฒนาเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อแปลภาษาพูดแบบเรียลไทม์ ด้วยเทคโนโลยี AI โดยตัวแรกเริ่มเป็นการแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาฮกเอี้ยน ซึ่งอยู่ระหว่างที่ตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำกับเจ้าของภาษาอยู่ พร้อมทั้งเมตา ตั้งเป้าใช้เทคโนโลยีนี้ในการสร้างระบบแปลภาษาพูดแบบเรียลไทม์กับภาษาอื่น ๆ ในอนาคต

ตรวจจับ ‘พาร์กินสัน’ ผ่านการนอนหลับ

ระบบตรวจจับพาร์กินสันด้วย AI จะจับรูปแบบการหายใจระหว่างที่นอนหลับของผู้ป่วย ซึ่งช่วยวัดระดับความรุนแรงของโรคพร้อมทั้งบันทึกข้อมูลว่าอาการรุนแรงขึ้นหรือไม่อย่างไร

นักวิจัยพบว่า สัญญาณเริ่มต้นของพาร์กินสัน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะค้นพบกันได้ หลายสัญาณบ่งชี้หรืออาการ อาจเกิดขึ้นไม่กี่ปีก่อนที่โรคนี้จะคืบคลานเข้ามาอย่างเต็มตัว

แต่ทีมวิจัย พบว่า การทดลองใช้ AI เข้ามาช่วย เพียงการตรวจสอบการนอนหลับเพียง 1 คืน สามารถระบุภาวะพาร์กินสันได้แม่นยำราว 86% พร้อมทั้งความแม่นยำจะเพิ่มขึ้นเป็น 95% หากนำไปใช้ตรวจสอบอาการผ่านการนอนหลับ 12 คืน

เครื่องช่วยแปลอารมณ์ ‘หมู’

นักวิจัย ประกาศว่าได้สร้างเทคโนโลยีที่แปลอารมณ์หมูผ่านเสียงของมัน โดยใช้ฐานข้อมูลเสียงหมูกว่า 7,000 เสียง ที่บันทึกได้ตลอดช่วงชีวิตของหมู 400 ตัว พร้อมทั้งใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ในการระบุอารมณ์ของสัตว์ในตอนนั้น ซึ่งให้ความแม่นยำ 92%

ทีมนักวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าสิ่งนี้จะช่วยให้เกษตรกรพัฒนาผลิตผลด้านปศุสัตว์พร้อมทั้งคุณภาพชีวิตของสัตว์ได้ในอนาคต

ระบบระบุ-ทำนายกลิ่น

นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน พัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) เพื่อช่วยจำแนกพร้อมทั้งสร้างกลิ่นต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่ โดยเครื่องมือนี้ได้รับการพัฒนาพร้อมทั้งทดสอบโดยนักวิจัยของกูเกิล (Google) รวมทั้ง มหาวิทยาลัยต่าง ๆ พร้อมทั้งศูนย์ Monell Chemical Senses Center แล้ว

ทีมนักวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูลจากการวิจัยในอดีตมาผลิตแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมที่มีจุดมุ่งหมายในการสร้าง “แผนที่” เพื่อจำแนกโมเลกุลที่เกี่ยวข้องกับกลิ่น โดยโครงข่ายประสาทเทียมเป็นระบบประมวลผลคอมพิวเตอร์ที่สร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่เสมือนสมองของมนุษย์นั่นเอง

นักวิจัยเชื่อว่าสิ่งนี้สามารถปรับใช้ในด้านสาธารณสุข อาหาร น้ำหอม รวมทั้งการพัฒนายากันยุงที่มีราคาถูกขึ้น ใช้งานได้ยาวนานขึ้น พร้อมทั้งปลอดภัยกว่ายากันยุงที่มีสาร DEET เป็นส่วนประกอบ พร้อมทั้งยากันยุงดังกล่าวยังอาจนำไปใช้ “เพื่อลดอุบัติการณ์ของโรคต่าง ๆ ในอนาคต

เครื่องช่วยเติมคำ (โบราณ) ในจารึก

คณะนักวิจัยทำงานร่วมกับ DeepMind บริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ของ Alphabet ในการพัฒนาเครื่องมือที่มีชื่อว่า Ithaca ซึ่งนักวิจัยบอกว่าระบบนี้เป็น “โครงข่ายประสาทเทียมระดับลึกเครือข่ายแรกที่สามารถกู้คืนข้อความที่หายไปของจารึกที่ได้รับความเสียหายได้” เพื่อช่วยนักประวัติศาสตร์ในการซ่อมแซมงานจารึก รวมทั้งสามารถระบุเวลาพร้อมทั้งสถานที่ที่ข้อความเหล่านั้นถูกจารึกไว้ด้วย

ในการทดลองกับจารึกโบราณที่ได้รับความเสียหายนั้น นักวิจัยรายงานว่า Ithaca สามารถทำนายองค์ประกอบของจารึกที่ขาดหายไปได้อย่างถูกต้องถึง 62 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยังสามารถระบุที่มาของจารึกต่างๆ ได้ถูกต้องถึง 71 เปอร์เซ็นต์ พร้อมทั้งยังสามารถระบุวันเวลาที่จารึกไว้ได้อย่างแม่นยำภายในกรอบระยะเวลา 30 ปีอีกด้วย

ปกติแล้วนักประวัติศาสตร์ทำงานเพียงลำพัง อัตราความสำเร็จในการซ่อมแซมจารึกที่เสียหายจะอยู่ที่ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อนักประวัติศาสตร์ได้ทำงานร่วมกับ Ithaca อัตราความสำเร็จเพิ่มขึ้นเป็น 72 เปอร์เซ็นต์

ที่มา: วีโอเอ

‘สุขภาพ-การเงิน’ ครองแชมป์ปณิธานปีใหม่ชาวอเมริกันปี 2023

ระหว่างที่เราจะฉีกปฏิทินอีกหน้าเข้าสู่คริสตศักราชใหม่ 2023 พร้อมทั้งอาจตั้งจิตตั้งใจกับเป้าหมายใหม่ในปีที่จะมาถึง แต่ในการสำรวจของ YouGov พบว่า ไม่ถึงครึ่งของชาวอเมริกันที่ตั้งปณิธานปีใหม่ที่หวังจะไปถึงเป้าหมายในปีหน้าที่จะมาถึง

ในการสำรวจเมื่อ 16-21 ธันวาคม พบว่า 37% ของชาวอเมริกัน คิดแล้วว่าจะตั้งเป้าปณิธานปีใหม่นี้ ส่วน 17% ในการสำรวจบอกว่ายังไม่แน่ใจ โดย 87% ของผู้ที่มีปณิธาณปีใหม่ในการสำรวจนี้ มั่นใจว่าจะสามารถทำตามเป้าหมายนั้นได้

เมื่อเจาะลึกถึงปณิธานปีใหม่ของชาวอเมริกันในการสำรวจ 20% ต้องการมีสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้น 20% ต้องการเก็บออมเงินมากขึ้น 19% ต้องการออกกำลังกายมากขึ้น 18% ต้องการทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น 17% ต้องการให้ความสนใจกับการมีความสุข หรือ ลดน้ำหนัก

ในปีนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นผู้หญิงอเมริกัน เลือกจะตั้งปณิธานในการทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดน้ำหนัก พร้อมทั้งเดินทางท่องเที่ยว มากกว่ากลุ่มผู้ชายอเมริกันในแบบสอบถามนี้

ที่มา: YouGov

จีนซัดนานาชาติ “เลือกปฏิบัติ” หลังงัดมาตรการสกัดกั้นไวรัสโคโรน่าต่อจีน

สื่อรัฐบาลจีนแสดงความไม่พอใจต่อการที่รัฐบาลต่างชาติบังคับใช้มาตรการให้ผู้ที่เดินทางจากจีนต้องแสดงผลการตรวจไวรัสโคโรน่าเป็นลบ พร้อมทั้งเรียกมาตรการดังบอกว่าเป็น “การเลือกปฏิบัติ” ตามรายงานของรอยเตอร์

หลังจากจีนปิดพรมแดนมาตลอด 3 ปี บังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ รวมทั้งการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรน่าอย่างเข้มข้น รัฐบาลปักกิ่งยกเลิกมาตรการสกัดกั้นการระบาดของไวรัสโคโรน่า พร้อมทั้งหันมาใช้ชีวิตร่วมกับไวรัส ตั้งแต่ 7 ธันวาคม ดันยอดติดเชื้อพุ่งสูงอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ในวันศุกร์ เกาหลีใต้ สเปน อังกฤษ พร้อมทั้งฝรั่งเศส เป็นชาติล่าสุด ที่ประกาศมาตรการให้ผู้ที่เดินทางจากจีน ต้องแสดงผลการตรวจไวรัสโคโรน่าแบบ PCR ที่เป็นลบก่อนเข้าประเทศ ตามหลังสหรัฐฯ อินเดีย พร้อมทั้งอีกหลายประเทศในโลก เนื่องจากความกังวลถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าในจีน พร้อมทั้งความคลาแคลงใจเกี่ยวกับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ทางการจีนรายงาน

ประเด็นมาตรการคัดกรองผู้ที่เดินทางจากจีนเข้าประเทศ เป็นเรื่องถกเถียงในวงกว้างในสหภาพยุโรป ซึ่งเตรียมจัดประชุมฉุกเฉินในสัปดาห์หน้า แต่ในระหว่างนี้ทางสหภาพยุโรปได้แนะให้เพิ่มการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรน่า-19 รวมทั้งตรวจตราน้ำเสียในสนามบิน เพื่อจับตาว่าพบเชื้อไวรัสโคโรน่ากลายพันธุ์ชนิดใหม่เข้ามาหรือไม่ ซึ่งเป็นมาตรการที่คล้ายคลึงกับที่ศูนย์ควบคุมพร้อมทั้งป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ หรือ CDC กำลังพิจารณานำมาใช้

สื่อแทบลอยด์ของรัฐบาลจีน Global Times ออกบทความในวันพฤหัสบดี วิจารณ์มาตรการของนานาชาติว่า “ไม่มีมูล” พร้อมทั้ง “เลือกปฏิบัติ”

ทั้งนี้ จีนจะยกเลิกมาตรการกักตัวผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศในวันที่ 8 มกราคมปีหน้า แต่ยังคงให้แสดงผลการตรวจไวรัสโคโรน่าแบบ PCR ภายใน 48 ชั่วโมงก่อนเดินทางเข้าประเทศอยู่

ในวันศุกร์เช่นกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านสาธารณสุขของจีนหารือออนไลน์กับองค์การอนามัยโลก พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรน่าในจีน ตามการเปิดเผยของคณะกรรมาธิการด้านสุขภาพแห่งชาติจีน ซึ่งไม่ได้ลงข้อมูลการหารือเพิ่มเติม

ฝั่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส กล่าวก่อนหน้าการหารือในวันศุกร์ว่า องค์การอนามัยโลกต้องการเข้าถึงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการระบาดที่เพิ่มขึ้นในจีนตอนนี้

รายงานจากบริษัทข้อมูลด้านสาธารณสุขอังกฤษ Airfinity ระบุในวันพฤหัสบดีว่า อาจมีประชาชนจบชีวิตราว 9,000 คนต่อวันในจีน เนื่องจากไวรัสโคโรน่า-19 พร้อมทั้งว่ายอดจบชีวิตรวมจากไวรัสโคโรน่านับตั้งแต่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมาในจีนนั้น อาจแตะระดับ 100,000 คน ที่ยอดผู้ติดเชื้อ 18.6 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกันนี้

ที่มา: รอยเตอร์

‘ซู จี’ ถูกตัดสินจำคุกรอบสุดท้ายเพิ่มอีกเจ็ดปี

เมื่อวันศุกร์ ออง ซาน ซู จี อดีตผู้นำเมียนมาที่ถูกโค่นอำนาจ ถูกตัดสินจำคุกเพิ่มอีกเจ็ดปีจากความผิดฐานทุจริตอีกห้าข้อหา ตามข้อมูลของแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยนามได้บอกกล่าวกับรอยเตอร์

การตัดสินดังกล่าวเป็นจุดสิ้นสุดของการไต่สวนคดีอันยาวนานต่อนางซู จี ซึ่งเป็นการไต่สวนที่ถูกนานาชาติประณามว่าเป็น ”การไต่สวนลวงโลก”

แหล่งข่าวรายนี้พบว่า การไต่สวนครั้งนี้เป็นการไต่สวนแบบปิดโดยรัฐบาลทหารเมียนมาต่อ ซู จี วัย 77 ปี ที่ถูกจับกุมในช่วงรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว เธอถูกตัดสินว่ามีความผิดเกี่ยวกับสัญญาเช่าพร้อมทั้งการใช้เฮลิคอปเตอร์ในช่วงที่เธอยังเป็นผู้นำรัฐบาลพลเรือน

การตัดสินครั้งนี้ทำให้ ซู จี เผชิญโทษจำคุกเพิ่มอีก 26 ปี โดยก่อนหน้านี้เธอเผชิญข้อหาปลุกปั่น ละเมิดกฎควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรน่า ครอบครองอุปกรณ์วิทยุสื่อสารอย่างผิดกฎหมาย ละเมิดกฎหมายความลับของรัฐ การทุจริต ไปจนถึงการใช้อิทธิพลกับเจ้าหน้าที่เลือกตั้ง ขณะที่ซู จี ตอบโต้ว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว “เป็นเรื่องตลก”

แหล่งข่าวผู้นี้กล่าวต่อว่า เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพรายนี้ “มีสุขภาพดี” ทั้งนี้ เธอใช้เวลาบนเส้นทางการเมืองในเมียนมาส่วนใหญ่ไปกับการถูกจองจำโดยรัฐบาลทหารชุดต่าง ๆ

ซู จี ขึ้นเป็นผู้นำเมียนมาเมื่อปี 2015 เป็นเวลานานห้าปี ในช่วงที่เมียนมาเพิ่งเป็นประชาธิปไตยใหม่หลังรัฐบาลทหารเมียนมายุติการปกครองนาน 49 ปี แต่เมื่อปีที่แล้ว กองทัพเมียนมาทำรัฐประหารโค่นอำนาจรัฐบาลของซู จี ไม่ให้ปกครองประเทศต่อเป็นสมัยที่สอง โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลของเธอเพิกเฉยต่อความผิดปกติในการเลือกตั้งที่เธอชนะ

ชาติตะวันตกพร้อมทั้งพันธมิตรของ ออง ซาน ซู จี บอกว่า การไต่สวนนี้มีขึ้นเพื่อให้รัฐบาลทหารเมียนมาสามารถควบคุมตัวเธอ ที่เป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดท่ามกลางกระแสต่อต้านอย่างหนักจากภายในประเทศ

ทางด้านโฆษกกองทัพเมียนมายังไม่มีความเห็นต่อการตัดสินคดีต่อ ซู จี ในครั้งนี้ โดยกองทัพเมียนมายืนยันมาโดยตลอดว่า การไต่สวนเป็นไปตามกฎหมาย พร้อมทั้งเธอได้เข้าสู่กระบวนการอันชอบธรรมทางกฎหมายโดยศาลที่เป็นอิสระ

ถ้าหากว่า กลุ่มสิทธิมนุษยชนประณามผลการตัดสินต่อออง ซาน ซู จี ในวันศุกร์ พร้อมทั้งบอกว่า การตัดสินนี้ทำให้นานาชาติต้องเพิ่มมาตรการลงโทษต่อกองทัพเมียนมา หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติออกมติเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวเธอ

เม็ก เดอ รอนเด ผู้อำนวยการภูมิภาคของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล บอกว่า คดีต่อ ซู จี มีแรงจูงใจทางการเมือง ไม่ยุติธรรม พร้อมทั้งขาดความโปร่งใสโดยสิ้นเชิง เช่นเดียวกับข้อกล่าวหาที่นักโทษหลายพันคนเผชิญในเมียนมา

ทางด้านฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการด้านเอเชียขององค์กรฮิวแมน ไรท์ วอทช์ เห็นว่า กองทัพเมียนมาตัดสินคดีดังกล่าวในช่วงปีใหม่เพื่อเลี่ยงความสนใจจากนานาประเทศในช่วงปีใหม่ การตัดสินครั้งนี้ยังเหมือนเป็นการตัดสินจำคุกตลอดชีวิตต่อ ซู จี ที่มีอายุมากแล้ว

แมทธิว สมิธ ผู้ร่วมก่อตั้งพร้อมทั้งซีอีโอขององค์กรฟอร์ติฟาย ไรท์ บอกว่า การตัดสินครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อกันซู จี ออกจากเวทีการเมือง พร้อมทั้งเพื่อให้กองทัพเมียนมาจัดการเลือกตั้งตามแบบของตัวเองได้

ทั้งนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ออง ซาน ซู จี จะถูกจำคุกที่ใดหลังการไต่สวนสิ้นสุดลงแล้ว

จอ ซอ โฆษกของรัฐบาลเงาเมียนมา ที่เป็นพันธมิตรกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา บอกว่า “ศาลเตี้ย” นี้ตัดสินโดยไม่มีหลักฐานพร้อมทั้งอิงอยู่กับ “คำโกหก”

ที่มา: รอยเตอร์

อเมริกันใช้บริการ “แคเรน” หวังพ้นกับดัก รอสายถึงชาติหน้า-บริการลูกค้ายอดแย่

ในยุคเศรษฐกิจสมัยใหม่ ที่บริษัทต่าง ๆ พากันใช้บริการตอบรับอัตโนมัติ บริการรับฝากข้อความ หรือการใช้คอลเซ็นเตอร์นอกองค์กรให้มาจัดการปัญหา หรือคอมเพลนต่าง ๆ ลูกค้าหลายคนพบว่าพวกเขาต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง หลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน ในการติดต่อเพื่อสะสางปัญหา หรือบางครั้งก็เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะได้รับความช่วยเหลือ

สื่อวอชิงตัน โพสต์ (Washington Post) รายงานว่าคู่รักชาวอเมริกันคู่หนึ่ง ได้ก่อตั้งบริษัทเล็ก ๆ ขึ้นมาในเมืองพิตตส์เบิร์ก รัฐเพนซิลวาเนีย โดยใช้ชื่อว่า แคเรนส์ ฟอร์ ไฮร์ (Karens for Hire) ซึ่งเป็นชื่อที่ล้อเลียนภาพพจน์ของ “แคเรน” ในสังคมอเมริกัน ที่ “แคเรน” ได้กลายมาเป็นชื่อเรียกผู้หญิงผิวขาววัยกลายคนที่คิดว่าตัวเองเป็นอภิสิทธิ์ชน คนที่เวลามีปัญหาอะไรมักจะ “ขอคุยกับผู้จัดการ” หรือแม้แต่โทรศัพท์เรียกตำรวจมาจัดการกับคนที่สร้างความรำคาญให้เธอด้วยเรื่องเล็กน้อย

คริส กริมม์ (Chris Grimm) วัย 44 ปี พร้อมทั้ง ฟัลลอน เซคกา (Fallon Zecca) วัย 35 ปี หวังว่าพวกเขาจะสร้างแรงกระเพื่อมให้กับโลกของการให้บริการลูกค้า ด้วยการใช้ลูกเล่นที่ไม่เหมือนใคร พร้อมทั้งปฏิวัติวิธีการคอมเพลน หรือการต่อว่าการให้บริการของบริษัท ห้างร้าน หรือองค์กรต่าง ๆ

นอกจาก คริส พร้อมทั้ง ฟัลลอน บริษัท Karens for Hire ยังมีลูกจ้างพาร์ทไทม์อีกสองคน พร้อมทั้งทนายความที่จ้างไว้ปรึกษา ตั้งแต่เปิดบริษัทมาเมื่อฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว บริษัทได้รับงานมากว่า 2,300 จากลูกค้าที่ต้องการให้ “แคเรน” ช่วย ลูกค้าเหล่านี้มีความต้องการหลายรูปแบบ เช่น ได้ทำการซื้อขายที่ผิดพลาด พร้อมทั้งทำให้ต้องการการคืนสินค้าหรือขอเงินคืน การมีข้อพิพาทต่าง ๆ ทั้งเรื่องใหญ่พร้อมทั้งเรื่องเล็ก ทั้งกับบริษัทยักษ์ใหญ่พร้อมทั้งห้างร้านในท้องถิ่น

คริสโตเฟอร์ เอลเลียต (Christopher Elliott) เจ้าของคอลัมน์เกี่ยวกับผู้บริโภค แห่ง เอลเลียต แอดโวเคซี (Elliott Advocacy) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ช่วยเหลือผู้บริโภคที่เดือดร้อนกว่า 10,000 คนต่อปี ได้บอกกล่าวกับวอชิงตัน​ โพสต์ว่า ทัศนคติของบริษัทต่าง ๆ ได้เปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนที่บริษัทต้องการที่จะแก้ปัญหาช่วยลูกค้า ตอนนี้บริษัทกลับต้องการเทลูกค้าเหล่านั้นทิ้ง เพราะดูแล้วว่าการหาลูกค้าใหม่มีต้นทุนต่ำกว่าการรักษาฐานลูกค้าเก่า

ลูกค้าที่หันมาใช้บริการแคเรนนั้น ส่วนใหญ่ได้ใช้ความพยายามพร้อมทั้งความอดทนอย่างมากในการที่จะติดต่อกับบริษัทต่าง ๆ มาด้วยตัวเองแล้ว เช่น บริษัท แอร์บีแอนด์บี (Airbnb) เฟซบุ๊ก (Facebook) บริษัทขายตั๋วออนไลน์ ทิคเก็ตมาสเตอร์ (Ticketmaster) บริษัทโทรคมนาคม ที-โมบายล์ (T-Mobile) บริษัทขายรถยนต์ บริษัทอินเตอร์เน็ต บริษัทประกัน พร้อมทั้งอื่น ๆ อีกมากมาย

บางคนก็เลือกใช้บริการของแคเรนตั้งแต่แรก เพราะว่าพวกเขายุ่ง หรือรู้สึกท้อแท้เกินกว่าที่จะยกหูโทรศัพท์ติดต่อบริษัทเหล่านั้นด้วยตัวเอง

ลูกค้าหลายคนเป็นผู้ที่เพิ่งอพยพมาอยู่สหรัฐฯ ได้ไม่นาน พร้อมทั้งคาดว่าภาษาอังกฤษที่ไม่ดีพอ หรือสำเนียงที่ฟังยากของพวกเขา น่าจะเป็นอุปสรรคในการต่อสู้ทางโทรศัพท์รายวันกับบริษัทอเมริกันเหล่านี้

คริสบอกว่า ลูกค้าหลายคนไม่ได้ต้องการคนอย่างแคเรนให้มาช่วยต่อว่า บางคนเพียงแต่ต้องการคำแนะนำว่าพวกเขาควรจะต้องคอมเพลนอย่างไร พร้อมทั้งต้องการรู้ว่าพวกเขาจะยืนหยัดปกป้องสิทธิของตัวเองได้อย่างไร

สำหรับ คริส พร้อมทั้ง ฟัลลอน นั้น ทั้งสองคนบอกว่าการปกป้องสิทธิของตัวเองเป็นสิ่งที่ทั้งสองทำได้ดีมาตั้งแต่เด็ก ฟัลลอนบอกว่า “พวกเรามีเชื้อสายอิตาเลียน เราพูดในใจไม่เป็นหรอก”

ทั้งคริสพร้อมทั้งฟัลลอนกลายเป็นคนที่เพื่อนฝูงญาติพี่น้องต้องมาหา เวลาที่พวกเขาต้องการจะคืนสินค้าหรือต้องการเงินคืน

ฟัลลอนบอกว่า หากมีของเสียหาย แม่ของเธอมักจะต้องการเอาไปทิ้ง แต่เธอจะบอกว่า บริษัทเป็นคนขายสินค้าที่ใช้ไม่ได้เหล่านี้ให้เรา เราจะรับไว้แบบนี้ไม่ได้ บริษัทจะสร้างขั้นตอนให้ยุ่งยากเพื่อที่ลูกค้าจะได้ยอมแพ้ไปเอง

ทั้งคู่มีประสบการณ์ในการทำงานในธุรกิจที่สร้างความไม่พอใจให้ลูกค้ามาก่อน รวมทั้งในธุรกิจเทคโนโลยีพร้อมทั้งการให้บริการด้านสุขภาพ ฟัลลอนยังทำงานประจำเต็มเวลาที่บริษัททำซอฟท์แวร์ทางการแพทย์แห่งหนึ่ง ส่วนคริสนั้นเคยทำงานเป็นพนักงานในร้านแอบเปิล สโตร์ (Apple Store) พร้อมทั้งทำงานแผนกบริการลูกค้าในตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส (Mercedes) เป็นเวลา 6 ปี ซึ่งเป็นงานที่เขาทำยอดขายได้น้อย พร้อมทั้งกลับได้เรตติ้งการบริการลูกค้าที่สูงที่สุด

พวกเขาติดป้าย “Karens for Hire, Entitled to Help” หรือ “แคเรนสำหรับจ้าง อภิสิทธิชนที่จะช่วยคุณ” ไปทั่วเมืองพิตตส์เบิร์ก ต่อมามีคนถ่ายวีดีโอป้ายดังกล่าวแล้วนำไปเผยแพร่ต่อในโซเชียลมีเดีย ติ๊กตอก (Tiktok) ทำให้มีลูกค้าติดต่อเข้ามามาก

เทคนิคอย่างหนึ่งของ Karens for Hire คือการตามล่าผู้บริหารหรือผู้ที่มีอำนาจรับผิดชอบที่อยู่เหนือโอเปอเรเตอร์ ที่พวกเขามองว่าถูกจ้างมาด้วยค่าแรงต่ำเพื่อให้มาทำงานเหล่านี้

พวกเขาเลือกชื่อ แคเรน ที่เป็นชื่อที่ใช้นำมาล้อเลียนในสังคมอยู่แล้ว เพื่อให้เป็นชื่อที่ติดหูติดตลาด แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะขำไปด้วย ชื่อดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจให้กับคนในสังคมบางกลุ่มเช่นกัน

ถ้าหากว่า ฟัลลอนบอกว่า “เราไม่ได้พูดถึงแคเรนที่ไปตะโกนด่าคนชงกาแฟในร้าน แต่เราแค่ต้องการนำเอาพลังงานของแคเรนเหล่านั้นมาทำในสิ่งที่ดี”

‘ปูติน’ เชิญ ‘สี จิ้นผิง’ เยือนรัสเซียต้นปีหน้า กระชับสัมพันธ์สองมหาอำนาจ

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย คาดหมายว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เตรียมเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนภาพของความเป็นปึกแผ่นแน่นแฟ้นระหว่างสองมหาอำนาจ ท่ามกลางสงครามยูเครนดำเนินมาเกือบ 11 เดือนแล้ว ตามรายงานของรอยเตอร์

ปธน.ปูติน กล่าวถึงประเด็นนี้ในวันศุกร์ ในแถลงการณ์เริ่มต้นการหารือกับผู้นำสีของจีน ความยาว 8 นาที ที่ออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐว่า “เราคาดหวังว่าคุณ (ปธน.สี) ท่านประธานพรรคที่รัก เพื่อนที่รัก เราคาดหวังว่าคุณจะเยือนมอสโกอย่างเป็นทางการในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า” พร้อมทั้งว่า “สิ่งนี้จะแสดงให้ทั้งโลกเห็นความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์รัสเซีย-จีนในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ” โดยผู้นำรัสเซีย เสริมว่า รัฐบาลเครมลินมุ่งเป้าเสริมความร่วมมือด้านการทหารกับจีนด้วยเช่นกัน

แม้ว่าถ้อยแถลงของปธน.สี ในการหารือล่าสุดนี้ ผู้นำจีนจะเรียกปธน.ปูตินว่า “เพื่อนรัก” แต่เนื้อหาในการสนทนามีความจริงจังมากกว่า อีกทั้งข้อมูลการหารือระหว่างสองผู้นำเมื่อวันศุกร์ ที่ทางการจีนเปิดเผยออกมานั้น ไม่ได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องการเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการของปธน.สี รวมถึงประเด็นการเพิ่มความร่วมมือด้านการทหารกับรัสเซีย แต่เน้นถึงวิธีการอันแตกต่างในการพัฒนาความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจ พร้อมทั้งย้ำยืนยันว่ารัฐบาลปักกิ่ง ซึ่งปฏิเสธที่จะสนับสนุนหรือประณามการบุกยูเครนของรัสเซียมาโดยตลอดนั้น ยังคงจุดยืนที่ “ยุติธรรมพร้อมทั้งเป็นกลาง” ในประเด็นนี้

นับตั้งแต่รัสเซียส่งทหารบุกยูเครน เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัสเซียหันหลังให้มหาอำนาจชาติตะวันตก ที่พยายามใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจพร้อมทั้งการเมือง รวมทั้งสนับสนุนด้านอาวุธให้กับยูเครน พร้อมทั้งรัสเซียหันไปพึ่งพาจีนมากขึ้นแทน

สัมพันธ์การค้าที่เฟื่องฟู

นับตั้งแต่ประเทศกลุ่มเศรษฐกิจชั้นนำฝั่งตะวันตกใช้มาตรการลงโทษต่าง ๆ เพื่อตอบโต้รัสเซียในการส่งทหารบุกยูเครนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รัสเซียถูกบีบให้ต้องเสาะหาตลาดอื่น ๆ พร้อมทั้งเอาชนะซาอุดีอาระเบียในการเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบให้กับจีนไปแล้ว ขณะที่ระดับการค้าพร้อมทั้งความสัมพันธ์ด้านการเงินระหว่างจีนพร้อมทั้งรัสเซียขยายตัวมากขึ้นเช่นกัน

เมื่อวันศุกร์ รัฐมนตรีคลังรัสเซีย ได้เพิ่มสัดส่วนสกุลเงินหยวนในกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของรัสเซีย (National Wealth Fund – NWF) มาเป็นระดับ 60% ในระหว่างที่รัสเซียพยายาม “ลดการพึ่งพาเงินสกลุดอลลาร์” ในเศรษฐกิจรัสเซีย พร้อมทั้งพยายามยุติการพึ่งพาประเทศ “ที่ไม่เป็นมิตร” กับรัสเซีย ทั้งสหรัฐฯ สหภาพยุโรป อังกฤษ พร้อมทั้งญี่ปุ่น

รัฐบาลมอสโกได้สนับสนุนบทบาทของจีนต่อประเด็นไต้หวัน พร้อมทั้งกล่าวหาชาติตะวันตกที่พยายามยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับสถานะของไต้หวัน ซึ่งจีนอ้างว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนมาโดยตลอด

ปธน.ปูติน ได้บอกกล่าวกับปธน.สีว่า “คุณพร้อมทั้งผมมีมุมมองที่ตรงกันเกี่ยวกับสาเหตุ เส้นทาง พร้อมทั้งเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก ท่ามกลางแรงกดดันพร้อมทั้งการยั่วยุจากตะวันตกอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

ถ้าหากว่า ผู้นำจีนไม่ได้ออกตัววิจารณ์ชาติตะวันตกในประเด็นต่าง ๆ พร้อมทั้งเอาตัวออกห่างจากการวิจารณ์ชาติตะวันตก พร้อมทั้งหันมาเน้นกล่าวถึงความต้องการผลักดันสันติภาพ

ผู้นำจีน ได้บอกกล่าวกับปธน.ปูตินในวันศุกร์ว่า จีนพร้อมที่จะเพิ่มความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับรัสเซีย ต่อสถานการณ์โลกที่เขาเรียกว่า “ยากลำบาก”

ด้านโฆษกรัฐบาลเครมลิน ดมิทรี เพสคอฟ บอกว่าการประชุมมีแก่นสารพร้อมทั้งเป็นการหารือที่สร้างสรรค์ แต่ยังไม่ได้กำหนดวันเวลาการเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการของปธน.สี

ที่มา: รอยเตอร์

รัฐสภาสหรัฐฯ​ เปิดเผยเอกสารภาษีของ ‘ทรัมป์’ หลังต่อสู้ยื้อยุดกันมานาน

สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ พรรคเดโมแครต ได้เปิดเผยเอกสารยื่นภาษีของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลายพันหน้า ในวันศุกร์ ตามเวลาในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเผยให้เห็นสภาพทางการเงินของทรัมป์ที่ละเอียดมากที่สุดในระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงช่วงเวลาในทำเนียบขาว หลังจากที่อดีตผู้นำสหรัฐฯ ได้ต่อสู้มาเป็นเวลาเพื่อไม่ให้เอกสารยื่นภาษีของตนถูกเผยแพร่ออกไป

เอกสารภาษีที่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณชน ส่วนหนึ่งเป็นเอกสารยื่นภาษีส่วนบุคคลของทรัมป์ พร้อมทั้งภรรยา เมลาเนีย ทรัมป์ พร้อมทั้งอีกส่วนหนึ่งเป็นเอกสารภาษีของหน่วยงานธุรกิจของทรัมป์ ซึ่งเอกสารเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าทรัมป์ได้พยายามเสียภาษีให้น้อยลง พร้อมทั้งยังเปิดเผยข้อมูลของบัญชีในต่างประเทศของทรัมป์ พร้อมทั้งผลประกอบการของธุรกิจใหญ่ ๆ ของอดีตผู้นำสหรัฐฯ รายนี้อีกด้วย  

ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกในรอบหลายสิบปีที่ไม่ยอมเปิดเผยเอกสารการเสียภาษีของตนขณะที่ยังดำรงตำแหน่ง ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ คนก่อน ๆ ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมา ตั้งแต่มีคดีวอเตอร์เกต เหตุอื้อฉาวทางการเมืองระหว่างช่วงต้นคริสต์ทศวรรษที่ 1970 เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสในการทำงาน

ทรัมป์ได้ดึงดันพร้อมทั้งต่อสู้มาเป็นปีที่จะไม่ให้เอกสารทางการเงินดังกล่าวถูกเปิดเผยออกไป แต่ในที่สุด สมาชิกรัฐสภาสังกัดพรรคเดโมแครต ก็สามารถเปิดเผยเอกสารเสียภาษีของทรัมป์ ไม่กี่วันก่อนที่ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน จะเข้าควบคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 3 มกราคมนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่สัปดาห์ ทรัมป์ก็ได้ประกาศว่าเขาจะลงเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี ค.ศ.2024  

ทรัมป์ได้รายงานว่าเขามีบัญชีธนาคารในจีน ไอร์แลนด์​ พร้อมทั้งสหราชอาณาจักร ตั้งแต่ปี 2015-2017 แต่ในปี 2018 เป็นต้นมา เขารายงานว่ามีบัญชีแค่ในสหราชอาณาจักรเท่านั้น ในเอกสารการยื่นภาษี ทรัมป์ได้ขอใช้สิทธิส่วนลดในการจ่ายภาษีของธุรกิจต่าง ๆ ของตน เพราะถือว่าตนได้จ่ายภาษีให้กับรัฐบาลต่างประเทศไปแล้ว

อดีต ปธน.สหรัฐฯ จ่ายภาษีให้กับรัฐบาลกลาง (federal income taxe) ในปี 2015 ซึ่งเป็นปีที่เขาเริ่มรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง 641,931 ดอลลาร์ ก่อนที่ในปี 2016 พร้อมทั้ง 2017 จะจ่ายเพียง 750 ดอลลาร์  

ต่อมาในปี  2018 ทรัมป์จ่ายภาษีเกือบ 1 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะลดลงในปี 2019 เหลือ 133,445 ดอลลาร์ พร้อมทั้งในปี 2020 ซึ่งเป็นปีที่ทรัมป์ลงเลือกตั้งสมัยสอง พร้อมทั้งพ่ายแพ้ให้กับโจ ไบเดน นั้น พบว่าทรัมป์ไม่เสียภาษีเลย 

ในแถลงการณ์ในวันศุกร์ ทรัมป์บอกว่าสมาชิกรัฐสภาพรรคเดโมแครต “ไม่ควรจะ (เปิดเผยเอกสารภาษี)” ของตน พร้อมทั้งยังกล่าวด้วยว่า การกระทำดังกล่าว “จะทำให้เกิดสิ่งเลวร้ายต่อคนหลายคน” พร้อมทั้งยังกล่าวด้วยว่า “พวกเดโมแครตเอียงซ้ายหัวรุนแรงได้นำทุกอย่างมาใช้เป็นอาวุธ แต่จงจำไว้ด้วยว่า อีกฝ่ายก็อาจจะตอกกลับการกระทำที่อันตรายแบบนี้ได้เช่นกัน”  

เอกสารการยื่นภาษีดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าทรัมป์ใช้ช่องทางทางกฎหมายภาษีเพื่อลดจำนวนภาษีที่เขาจะต้องจ่าย  

เช่นในปี 2020 ธุรกิจของทรัมป์กว่า 150 แห่ง พบว่ามียอดสุทธิระหว่างรายได้ทุกตัวติดลบ (negative qualified business income) ซึ่งนั่นเป็นปีสุดท้ายที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งในทำเนียบขาว ยอดขาดทุนของธุรกิจของทรัมป์ ตามคำนิยามของสำนักสรรพากรสหรัฐฯ หรือ IRS (Internal Revenue Service) อยู่ที่กว่า 58 ล้านดอลลาร์ หลังจากที่รวมกับยอดขาดทุนปีก่อน ๆ อีก 9 ล้านดอลลาร์ 

ที่ผ่านมา สถานะทางการเงินของทรัมป์เป็นสิ่งที่ถูกปกปิดเป็นความลับพร้อมทั้งเป็นที่สนใจของผู้คนมาตลอด ตั้งแต่เขายังเป็นนักธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในมหานครนิวยอร์ก ในยุคคริสต์ทศวรรษ 1980 

ทรัมป์สร้างชื่อเสียงจากการเป็นผู้สร้างตึกระฟ้าพร้อมทั้งพิธีกรรายงานเรียลิตี้โชว์ พร้อมทั้งได้อวดอ้างทรัพย์สมบัติของตนเองในเอกสารทางการเงินที่เขายื่นให้ธนาคารต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการกู้เงิน เขายังส่งเอกสารทางการเงินเหล่านั้นให้กับนิตยสารต่าง ๆ ที่จัดอันดับความร่ำรวย เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาติดอันดับอภิมหาเศรษฐีของโลก 

บริษัทที่ดูแลบัญชีให้ทรัมป์ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอด  

ก่อนหน้านี้ อัยการรัฐนิวยอร์กได้ยื่นฟ้องทรัมป์ พร้อมทั้ง บริษัททรัมป์ ออร์แกไนเซชั่น (Trump Organization) ว่าได้รายงานมูลค่าสินทรัพย์เกินจริง เพื่อกระทำการฉ้อโกงเป็นเวลาหลายปี ซึ่งทรัมป์พร้อมทั้งบริษัทของเขาให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิด 

รายงานของสื่อ The New York Times ในปี 2020 ยังเปิดเผยด้วยว่าทรัมป์จ่ายภาษีให้กับรัฐบาลกลาง ในปี 2017 พร้อมทั้ง 2018 ไป 750 ดอลลาร์ พร้อมทั้งในช่วง 15 ปีที่นิวยอร์กไทม์สมีข้อมูล อดีตผู้นำสหรัฐฯ ไม่จ่ายภาษีเลยเป็นเวลา 10 ปี เพราะเขารายงานว่าเขาขาดทุนทุกปี

ศาลเมียนมาตัดสินความผิดคดีสุดท้าย จำคุก ซูจี เพิ่มอีก 7 ปี

ศาลเมียนมาตัดสินจำคุกนางอองซาน ซูจี เพิ่มอีก 7 ปีในข้อหาคอร์รัปชัน พร้อมทั้งเป็นข้อหาสุดท้ายที่เธอได้รับ ทำให้เธอถูกตัดสินจำคุกรวมทุกคดีมากถึง 33 ปี